เด็กหญิงที่ระเบียง

posted on 08 Nov 2009 00:10 by mimberry

"รักษาสุขภาพด้วยนะ"

 เป็นคำลาสุดท้ายก่อนที่ฉันจะปล่อยมือเธอไปญี่ปุ่น

มองดูนาฬิกา ได้เวลาเครื่องบินเทคออฟ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม  หนักราวๆกับฝนที่ตกมาแบบกระทันหัน และไม่รู้ว่าจะหยุดตกเมื่อไหร่

ต่อหน้าใครหลายๆคน  ฉันเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง  แต่เมื่อเธอจากไป  ฉันกลับอ่อนแอ ร้องไห้ได้แบบไม่อายใคร

จำได้ว่า เราทั้งคู่เคยห่างกันก็ตอนที่เธอต้องเข้าค่ายฝึก ร.ด. ตั้ง 15 วันแหนะ  แถมอาจารย์ฝึกไม่ให้พกมือถือเข้าค่ายอีกต่างหาก เราทั้งคู่จึงตกลงกันว่า ให้ส่งความคิดถึงผ่านดวงดาวซึ่งเป็นกลุ่มดาวนายพราน ดาวสามดวงที่วางเรียงกันอย่างบรรจง ที่ว่ากันว่าเป็นเข็มขัดของนายพรานนั้นสังเกตได้ง่ายแม้มีแสงรบกวน ฉันจึงได้แต่ยืนมองดาวและขอให้เธอคิดถึงฉันเหมือนกัน  และแล้วเธอก็หาตู้โทรศัพท์ โทรมาหาฉันจนได้  ทำเอาฉันยิ้มไม่หุบไปทั้งคืน

ฉันชอบมองท้องฟ้าเวลากลางคืน พอๆกับที่ผู้หญิงทั่วไปชอบช็อปปิงนั่นแหละ

อาจเป็นเพราะความทรงจำของฉันมักจะเก็บเรื่องดีๆได้ตอนกลางคืนรึเปล่านะ

สมัยมัธยม ฉันชอบเริ่มอ่านหนังสือตอน 2 ทุ่ม เพราะฉันรู้สึกว่าเป็นเวลาที่เงียบสงบ และอ่านทีไรก็เข้าใจได้ง่ายกว่าอ่านตอนกลางวันทุกที  พออ่านจบบท ฉันชอบเดิน

ออกไปที่ระเบียง ยืนดูท้องฟ้า

ท้องฟ้ายามค่ำคืนนั้นเงียบสงบมาก แสงระยิบระยับของดวงดาว และความสว่างของพระจันทร์ทำให้ฉันรู้สึกสงบ จิตนิ่ง เหมือนได้โบยบินไปไกล ทั้งๆที่ฉันเองก็ยืนอยู่ที่เดิมนั่นแหละ  เหมือนเป็นการสงบนิ่งให้ย้อนคิดถึงเรื่องที่เราได้ทำลงไปในวันนี้  ผิดบ้างถูกบ้าง ก็เอากลับมาคิด  ถ้าเป็นความทรงจำที่ดีก็จะเก็บไว้ในส่วนลึกของสมอง แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่น่าจำ ฉันก็จะสั่ง delete ทันที  ไม่เก็บให้เป็นขยะรกรุงรัง

 ช่วงนี้เข้าฤดูหนาวแล้ว เมืองไทยจะมีฤดูหนาวกับเขาอยู่บ้างบางวัน แม้ในหนังสือเรียนจะกำหนดให้เมืองไทยมี

ฤดูหนาวตั้ง 4 เดือนก็ตาม 

อากาศเย็นๆ ลมพัดโชยแบบนี้ ทำให้ฉันหวนคิดถึงเรื่องดีๆในอดีต บางครั้งความทรงจำเหล่านั้นมันอาจถูกเก็บไว้ลึกเกินไป จนทำให้นึกไม่ออกว่า ฉันรู้สึกดีเรื่องอะไรกันนะ  แต่ถึงยังไงแล้วฉันก็ได้กลิ่นของความสุขกรุ่นอยู่ในอากาศเย็นแบบนี้ทุกครั้ง

คุณเคยเป็นแบบฉันบ้างไหม  ที่ได้ยินเพลงนี้ แล้วทำให้คิดถึงเพื่อนคนนี้  หรืออากาศเย็นแบบนี้ ทำให้คิดถึงคนคนนี้  สำหรับฉัน  อาการแบบนั้นมันทำให้ฉันยิ้มได้ทุกครั้งเลยทีเดียว

ถ้าคุณเป็นคนไม่ตกข่าว เพื่อนเยอะ

หรือชอบมองท้องฟ้ายามค่ำคืนเหมือนฉัน

หากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง ก็ไม่น่าจะพลาด

พระจันทร์ยิ้ม ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่จันทร์ที่ 1 ธันวาคม 2551 ซึ่งดวงจันทร์เสี้ยวได้เคลื่อนไปอยู่ใกล้ ๆ ดาวศุกร์กับดาวพฤหัสบดี จนมีลักษณะคล้ายหน้าคนยิ้ม  ฉันเกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ ที่สำคัญคือไม่ได้ยิ้มแค่พระจันทร์ แต่ทำให้คนดูพระจันทร์คืนนั้นยิ้มได้ด้วย 

 

ทุกวันนี้ฉันก็ยังคงชอบมองท้องฟ้าตอนกลางคืน เพราะฉันต้องส่งความคิดถึง ถึง "เธอ" ของฉัน  ที่แม้ห่างไกลกัน  แต่

ท้องฟ้า

ดวงดาว

และพระจันทร์ที่เรามอง

นั้น ก็เป็นดวงเดียวกัน

อยู่ดี

 

ก้าวเข้าสู่วงการหนังสือเต็มตัว แต่ฉันก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดีว่าตัวเองอยู่ในฐานะบ.ก.

คิดมาโดยเตลิด ว่าบ.ก.จะต้องแก่ๆ อ้วนๆ ใส่แว่นตาหนาๆ อยู่กับกองหนังสือกองโต แล้วก็หน้าบึ้ง เพราะคุยกับหนังสือทั้งวัน และต้องนั่งข้างหน้าต่างซึ่งมีแสงสาดส่องเข้ามาที่โต๊ะ  ข้อสำคัญคือหนึ่งสำนักพิมพ์ก็ต้องมีบ.ก.ได้แค่คนเดียวเท่านั้น เรียกว่าใหญ่ซู๊ดดดแล้ว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เพลงหรือหนังเรื่องไหนมาปั่นความคิดของอิฉานให้เป็นเช่นนั้น

แต่วันนี้ (24ปีผ่านไป) ภาพที่เคยวาดไว้ถูกลบออกไปแล้ว  มันต่างกันลิบ-ลับ  ก็ที่สำนักพิมพ์เรามีบ.ก.ตั้งหลายคน แถมยังน่ารักๆ หัวเราะได้ทั้งวัน แล้วก็ใจดี ไม่แก่อย่างที่คิดด้วย (ฮ่าๆ แอบขำคนเดียว)

แล้วบ.ก. ทำอะไร?

ฉันว่านะ ถ้าเปรียบบ.ก.กับงานร้านอาหารแล้ว ก็น่าจะอยู่ในฐานะ  manager (ผู้จัดการ) ทำไมถึงคิดอย่างนั้นน่ะเหรอ?

ถ้าใครเคยทำงานร้านอาหารจะเข้าใจดีกว่า ผู้จัดการร้านต้องรู้ข้อมูลร้านทุกอย่าง เช่นในร้านมีเมนูอะไรบ้าง แนะนำได้ว่าอาหารอะไรเหมาะกับใคร ขนาดร้านกว้างเท่าไหร่ มีส่วนไหนน่านั่ง  อาหารอะไรเหมาะกับเด็ก และทำได้ทุกอย่าง ถ้าลูกน้องขาดงาน คนฝ่ายไหนไม่พอก็จะเข้าไปเสริม  ไม่ว่าจะเป็นล้างจานหลังร้าน หรือทำสลัดในส่วนของครัวเย็น หรือทำเสต็กในส่วนของครัวร้อน  เสิร์ฟ กระทั่งคิดเงิน  ต้องทำทุกวิถีทางให้กิจการร้านอาหารเป็นไปอย่างราบรื่นและเรียบร้อย ไม่มีที่ติ ทั้งนี้ก็เพื่อความพึงพอใจในบริการรวมทั้งรสชาติอาหาร และกลับมาใช้บริการที่ร้านอีกหลายๆครั้ง และข้อสำคัญถ้าร้านทำพลาด ไม่ว่าจะพนักงานคนไหนๆทำพลาด หรือดันซวยไปเจอลูกค้าขี้วีนถึงขั้นฟ้องเจ้าของร้าน  ก็ผู้จัดการร้านนี่แหละที่จะโดนด่า เรียกง่ายๆว่า "อะไรก็กู"

บ.ก.ก็เหมือนกัน ต้องรู้ว่าหนังสือที่ตัวเองทำอยู่นั้นเนื้อหาเป็นอย่างไร ขนาดหนังสือเท่าไร เหมาะกับคนวัยใด ตั้งชื่อหนังสือ คุยกับฝ่ายขาย หนังสือชุดนี้ต้องมีของแถมเพื่อจูงใจผู้ซื้อหรือไม่ ทำทุกอย่าง คอยเดินงานให้หนังสือเล่มนั้นออกมาสวยงาม ข้อผิดพลาดน้อยที่สุด หรือถ้าไม่มีข้อผิดพลาดเลยจะดีกว่า และที่สุดของที่สุดก็คือ ปิดเล่มให้ทันเวลาที่(พระเจ้า)กำหนด  ข้อสำคัญต้องคิดถึงผู้อ่านว่าพวกเขาเหล่านั้นจะต้องพอใจและไม่ผิดหวังเมื่อได้จับและจ่ายเงินให้หนังสือเล่มนั้นๆ  และถ้าคนในกระบวนการใดก็ตามทำพลาด เช่น สะกดคำผิด ข้อมูลผิด หรือ ปิดหนังสือไม่ทันที่กำหนด ก็จะโดนตำหนิ เรียกได้ว่า "อะไรก็บ.ก." (ตอนนี้มันย่อมาจาก บอกแล้วววว่าอะไรก็กู)

 

พอหอมปากหอมคอ พอแล้วจริงๆ เดี๋ยวจะเลยเถิดไปหอมอย่างอื่น 

ใครสนใจเป็นบ.ก. ก็คงอุ่นใจไปนิดว่า นู๋ๆหน้าตาน่ารักๆก็มีสิทธิ์เป็นได้นี่นา  เอาล่ะ  ติดตามต่อภาคหน้า

See you next issue... Soon  

 

 

 

 

 

edit @ 7 Nov 2009 16:44:33 by ~Mim~

edit @ 7 Nov 2009 17:19:49 by ~Mim~

เอาละ พอได้งานใหม่ก็เก็บข้าวของ ประหนึ่งว่าหนีตามผู้ชายยย ...

เริ่มงานใหม่ก็ต้องทำตัวใหม่  ขอย้อนความเดิมนิดนึงว่า งานแรกของฉันนั้นเป็นงานด้านบริการ เดินไปเดินมาทั้งวันในสนามบิน และก็มียูนิฟอร์มให้ใส่ด้วย เรียกได้ว่า เสื้อผ้าที่มีอยู่ในตู้นั้น จะมีก็แต่ชุดใส่เที่ยว และก็สูททำงาน เท่านั้นเอง

ชุดสาวออฟฟิสนั้น ม่ายมีเลยสักชุด  การได้งานใหม่ครั้งนี้เลยเหมือนกับว่า ต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ยกตู้  สนุกเลยล่ะ

แหม พอพูดถึงเรื่องช็อปปิงเสื้อผ้าให้เต็มตู้เนี่ยะ ก็ติดลมทุกที

หยุดเรื่องช็อปปิงมาเข้าเรื่องงานกันดีกว่า

เริ่มงานวันแรก... พี่ๆฝ่ายบุคคบก็พาไปส่งที่ชั้นทำงานในส่วนของฝ่ายสำนักพิมพ์ ซึ่งก็เป็นชั้นเดียวกับที่เราเข้าไปสัมภาษณ์นั่นแหละ  ส่วนพี่ที่สัมภาษณ์เราก็คือพี่ร่วมงานเรานั่นเอง  โต๊ะทำงานใหม่ (ว้าว... มีโต๊ะทำงานเป็นของตัวเองเสียที ก็ที่ทำงานเดิมไม่มีนี่คะ) พี่ฝ่ายบุคคลแนะนำเพื่อนร่วมงานใหม่ๆให้เรารู้จัก พี่เค้าบอกคนอื่นว่า นี่ บ.ก. เกาหลีคนแรกของเรา ... อะไรนะ เราเป็นบ.ก.?   เอ่อ... เค้าคงไม่ได้พูดถึงเราหรอกมั้ง หุหุ  แต่จริงๆแล้ว ใช่ค่ะ อิฉานได้เป็น บ.ก. ผู้ซึ่งรู้ภาษาเกาหลีคนแรกของโลก เอ้ยย ของสำนักพิมพ์แห่งนี้  ดูท่าทางงานจะหนักเอาการ เพราะหนังสือที่สำนักพิมพ์นำมาเป็นต้นฉบับนั้น ล้วนแล้วแต่จะเป็นหนังสือจากแดนโสมทั้งนั้นค่ะ

งานวันแรกก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรค่ะ นั่งแปลประโยคต่างๆ ที่เหล่า บ.ก.คนอื่นๆเขามีปัญหา อันเนื่องมาจากนักแปลลืมแปลบ้าง หรือไม่ก็แปลแปลกๆดูท่าทางอาจจะแปลผิด  ประมาณนี้ค่ะ

แต่ที่แปลกใจสุดก็คือ เริ่มทำงาน 8.30-17.30 น. แต่พอถึงเวลา 17.30 น. ไม่มีใครลุกออกจากที่ทำงานเลย (ไม่เหมือนที่ทำงานเก่าเลย ที่พอจะถึงเวลาเลิกงานแล้ว พนักงานทุกคนจะไปยืนต่อแถวที่เครื่องแสกนลายนิ้วมือ)Culture shock! สุดๆ  แต่ขอฝากนิดนึงว่าการเปรียบเทียบข้อดี ข้อด้อยของของเก่า และของใหม่นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ยิ่งเฉพาะกับที่ทำงานละก็ ไม่ควรใหญ่  แต่นี่ฉันแค่จะบอกว่า กว่าจะเข้าที่เข้าทางกับที่ทำงานใหม่นี้ ก็ปรับตัวนานเอาการอยู่  โชคดีที่เป็นคนที่เข้ากับคนง่าย และก็ไม่ยึดติดของเดิมๆ...

กว่าจะได้กลับบ้านก็เลยไปถึง หกโมงกว่าๆ โน่นนน... 

นี่คือเกริ่นอีกแล้ว  เนื้อๆว่า บ.ก. มีหน้าที่ทำอะไรบ้างนั้น คงต้องรอภาคต่ออีกแว้ว  ทำงานมาเหนื่อย เวลาให้ตัวเองนั้นน้อยเหลือเกิน  ขอนอนก่อนละกันนะคะ  고마워~